วท นศ

ประวัติวิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช

   วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช มีประวัติความเป็นมาสืบเนื่อง มาจากการที่ท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ (ตำบลท่าวัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช) และเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช ได้จัดตั้ง “โรงเรียนช่างถม” ขึ้นที่วัดท่าโพธิ์ฯ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2456 เป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาแห่งแรกของภาคใต้ เพื่อสอนวิชาการ “ช่างถม” ซึ่งเป็นวิชาหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาโรงเรียนนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเรื่อยมา ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ย้ายวัดท่าโพธิ์ฯ ไปตั้งอยู่ ณ วัดวังตะวันออก ถนนราชดำเนิน และได้เปิดสอนวิชาช่างไม้ขึ้นอีกแผนกหนึ่ง มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด ๔๓ คน มีครู ๓ คน คือ ครูสัมฤทธิ์ วรรณวณิช ครูศิริ จิตโอภาส และครูแสง คัมภีร์

   การเรียนการสอนหนักไปในทางปฏิบัติ กิจการของแผนกวิชาช่างไม้ได้เจริญขึ้นตามลำดับ จนถึงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ แผนกวิชาช่างไม้ได้แยกออกจากโรงเรียนช่างโลหะรูปพรรณนครศรีธรรมราช (โรงเรียนช่างถมเดิม) เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งต่างหากเรียกว่าโรงเรียนประถมอาชีพช่างไม้หรือโรงเรียนช่างไม้ มีฐานะเป็นโรงเรียนรัฐบาล แต่ยังคงอาศัยสถานที่ของโรงเรียนช่างโลหะรูปพรรณนครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนั้นยังคงตั้งอยู่หน้าวัดวังตะวันออกเป็นสถานที่สอนปีแรกรับนักเรียนที่สำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เข้าศึกษาต่อ ๓ ปี มีครู ๔ คน ครูสัมฤทธิ์ วรรณวณิช ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่คนแรก เมื่อทางราชการได้ประกาศให้แผนกช่างไม้เป็นโรงเรียนช่างไม้ดังกล่าวแล้ว ในปีนั้นก็ได้ก่อสร้างโรงเรียนช่างไม้ในสถานที่ซึ่งเป็นที่ของวัดร้าง ๒ วัด คือวัดชุมแสง ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือและวัดประตูโกบ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ (คือบริเวณที่ตั้งของวิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราชปัจจุบัน) มีเนื้อที่ประมาณ ๓๘ ไร่ ๑ งาน การก่อสร้างได้แล้วเสร็จในปลายปีนั้น ประกอบด้วยอาคารโรงฝึกงาน ๓ หลัง บ้านพักครู ๔ หลัง บ้านพักภารโรง ๑ หลัง ส้วม ๑ หลัง และสนามฟุตบอล ๑ สนาม เมื่อการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้ย้ายโรงเรียนช่างไม้จากโรงเรียนช่างโลหะรูปพรรณนครศรีธรรมราช มาอยู่ในบริเวณที่สร้างใหม่เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ให้ชื่อว่า “โรงเรียนช่างไม้นครศรีธรรมราช” มีครูสัมฤทธิ์ วรรณวณิช เป็นครูใหญ่เช่นเดิม ในระยะนี้กิจการของโรงเรียนได้ก้าวหน้าไปมาก มีธงประจำโรงเรียนเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้า ๒ สี คือสีน้ำเงิน – เหลือง และมีพระพักตร์พระวิษณุอยู่กลาง การเรียนเน้นหนักทางภาคปฏิบัติ นักเรียนที่จบไปมีฝีมือและความชำนาญเป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป จึงมีผู้นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ มา เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่ท่าแพ (ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช) โรงเรียนจึงต้องหยุดเรียนโดยไม่มีกำหนดและหลักจากไทยกับญี่ปุ่นได้ประกาศยุติสงครามกันแล้ว ญี่ปุ่นได้ขอสถานที่ของโรงเรียนช่างไม้นครศรีธรรมราชเป็นที่ตั้งของกองทัพทหารญี่ปุ่น โรงเรียนจึงกลายเป็นค่ายทหารญี่ปุ่นไปโดยปริยายระยะหนึ่ง เนื่องจากภัยสงครามในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ทำให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำ ทางโรงเรียนรับนักเรียนได้น้อย จึงหาวิธีจูงใจนักเรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น เลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน รับงานให้นักเรียนฝึกภายในโรงเรียน และรับก่อสร้างภายนอกในต่างอำเภอ เพื่อให้นักเรียนได้ออกไปแสดงฝีมือ ส่วนทางราชการก็ได้ส่งเสริมโดยการจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่นักเรียนประจำ และในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ทางจังหวัดก็ได้มีคำสั่งให้เปิดการสอนชั้นประถมปีที่ ๔ เพิ่มขึ้นด้วย โดยการโอนนักเรียนชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนเทศบาลต่าง ๆ ย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนช่างไม้ เพื่อมุ่งให้นักเรียนเหล่านี้ได้มีประสบการณ์และสนใจต่อวิชาชีพ และได้มีการจัดให้นักเรียนได้ไปศึกษาต่อในชั้นอาชีวศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนก่อสร้างอุเทนถวายกรุงเทพฯ จึงทำให้ประชาชนสนใจส่งบุตรหลานเข้าเรียนเพิ่มขึ้น

   วันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ โรงเรียนได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนการช่างนครศรีธรรมราช” ตามคำสั่งกรมอาชีวศึกษา ที่ ๑๙๐๓๘/๒๔๙๑ และได้ย้ายแผนกช่างตัดผมจากโรงเรียนช่างโลหะรูปพรรณนครศรีธรรมราช มาเป็นแผนกหนึ่งของโรงเรียนการช่างฯ ด้วย ต่อมาทางโรงเรียนได้ขยายหลักสูตรถึงชั้นประโยคมัธยมอาชีวศึกษาตอนปลาย รับนักเรียนที่สำเร็จมัธยมอาชีวศึกษาชั้นต้นเข้าศึกษาต่ออีก ๓ ปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ครูสัมฤทธิ์ วรรณวณิช ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนช่างไม้สตูล ทางราชการได้แต่งตั้งนายเสริมศักดิ์ สิริผล ครูใหญ่โรงเรียนช่างไม้ตรังมาดำรงตำแหน่งแทนและต่อมานายเสริมศักดิ์ สิริผล ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งแทน ให้ไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนการช่างสุราษฎร์ธานี โดยแต่งตั้งให้นายจงรักษ์ มณีสุข

   ครูในโรงเรียนการช่างนครศรีธรรมราช รักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ ในระยะนั้นได้มีการเปลี่ยนธงประจำโรงเรียนมาใช้เป็นธงพื้นสีน้ำเงินมีพระวิษณุสีขาวตรงกลาง (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน) ต่อมาทางราชการได้แต่งตั้ง นายจงรักษ์ มณีสุข ไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนศิลปหัตถกรรม (โรงเรียนช่างโลหะรูปพรรณนครศรีธรรมราชเดิม) และแต่งตั้งให้นายคัมภีร์ รัตนโชติ ครูวิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ จังหวัดสงขลา มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนการช่างนครศรีธรรมราช กิจการของโรงเรียนได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ได้ขยายหลักสูตรจนถึงขั้นอาชีวศึกษาชั้นสูงแผนกช่างไม้และก่อสร้าง โดยการรับนักเรียนที่สำเร็จอาชีวศึกษาชั้นปลายเข้าศึกษาต่ออีก ๓ ปี และในปลายปีนั้นเองโรงเรียนได้สร้างอาคารเรียน ๒ ชั้น ๑ หลัง สร้างโดยฝีมือนักเรียนเองทั้งหมด ส่วนแผนกช่างตัดผมก็ได้ยุบเลิกไปเพราะไม่มีคนสอน วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๐๓ โรงเรียนได้เข้าอยู่ในโครงการผลิตช่างฝีมือขององค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียอาคเนย์ (ส.ป.อ.) ทำให้โรงเรียนการช่างนครศรีธรรมราช ซึ่งเดิมเป็นโรงเรียนช่างไม้กลายมาเป็นโรงเรียนช่างอุตสาหกรรม นายอัมพวัน พันธุ์พิทย์แพทย์ ได้กล่าวถึงโรงเรียนนี้ในตอนนั้นไว้ว่า

“กรมอาชีวศึกษา” จึงได้เรียกครูช่างไม้เข้ารับการอบรมที่ ศูนย์ฝึกอบรมครูของ ส.ป.อ. ในกรุงเทพมหานคร เป็นเวลา ๕ เดือน ครูสำเร็จการอบรมได้กลับมาทำการปรับปรุงโรงฝึกงานของโรงเรียน โดยทำการติดตั้งเครื่องมือเครื่องจักร ที่ได้รับมาใหม่ ตามโครงการปรับปรุงโรงเรียน คือ นายเลียบ ช่วยเรียง แผนกช่างเครื่องยนต์ นายบุญ ธรรมศิริ แผนกช่างเชื่อมและโลหะแผ่น นายพิเชฐ แซ่ลู่ แผนกช่างกลโรงงาน นายอัมพวัน พันธุ์พิทย์แพทย์ แผนกช่างก่อสร้าง นายแคล้ว ห่อแก้ว ผู้ติดตั้งไฟฟ้าทั้งหมด นายนิมล สนธิพร ได้รับการอบรมวิชาการแนะแนวและครูอาจารย์จำนวนมากได้รับการอบรมในวิชาที่จะต้องทำการสอน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ โรงเรียนได้เริ่มเปิดทำการสอนตามโครงการเป็นครั้งแรก โดยจัดแบ่งเป็น ๔ แผนก คือ แผนกช่างก่อสร้าง แผนกช่างเครื่องยนต์ดีเซล แผนกช่างกลโรงงาน และแผนกช่างเชื่อมโลหะแผ่น ทุกแผนกเป็นหลักสูตรอาชีวศึกษาชั้นสูง โดยรับนักเรียนที่สำเร็จอาชีวศึกษาชั้นปลายหรือมัธยมปีที่ ๖ มาเข้าเรียนต่อตามหลักสูตร ๓ ปี ในปีแรกรับนักเรียนแผนกละ ๒๕ คน ส่วนอาชีวศึกษาชั้นปลายยังคงทำการสอนมาจนถึงปีการศึกษา ๒๕๑๐ จึงได้เลิกทำการสอน เมื่อโรงเรียนได้รับความช่วยเหลือจากองค์การ ส.ป.อ. ในด้านผู้เชี่ยวชาญเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ ฯลฯ จึงทำให้การบริหารโรงเรียนสะดวกขึ้น และโรงเรียนก้าวหน้าไปมาก นอกจากนั้นแล้วอาชีวศึกษาได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ โดยเพิ่มวิชาสามัญในหลักสูตรมากขึ้นและยังเปิดโอกาสให้ชั้น ม.ศ. ๕ สมัครเข้าสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญแผนกทั่วไปของกรมวิสามัญ (ขณะนั้น) อีกด้วย

   ต่อมาทางโรงเรียนได้พัฒนามากขึ้น มีการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ในปีพ.ศ. ๒๕๑๕ ได้เปิดสอนแผนกช่างไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก ๑ แผนก และในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เปิดสอนระดับ ปวส. แผนกช่างก่อสร้าง ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เปิดสอนระดับ ปวส.ช่างกลโลหะ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศรวมโรงเรียนอาชีวศึกษาของรัฐในจังหวัดนครศรีธรรมราช ๓ โรง คือ โรงเรียนการช่างนครศรีธรรมราช โรงเรียนอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช และโรงเรียนศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช เข้าเป็นสถานศึกษาเดียวกันใช้ชื่อว่า “วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช” โดยให้โรงเรียนการช่างนครศรีธรรมราชเป็นวิทยาลัยฯ วิทยาเขต ๑ โรงเรียนอาชีวศึกษานครศรีธรรมราชเป็นวิทยาลัยฯ วิทยาเขต ๒ และโรงเรียนศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราชเป็นวิทยาลัยฯวิทยาเขต ๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๒ กระทรวงศึกษาธิการได้แยกวิทยาลัยฯ วิทยาเขต ๑ ออกไปตั้งเป็น “วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

   วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช เป็นส่วนราชการระดับหน่วยงานอยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มีภารกิจหลักในการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และระดับประกาศนียบัตรครูเทคนิคชั้นสูง (ปทส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนทั้งในระดับกึ่งฝีมือ ระดับฝีมือ ระดับเทคนิคและระดับเทคโนโลยี ในสาขาวิชาชีพช่างอุตสาหกรรมอย่างมีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม และความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นบุคคลที่มีคุณภาพประกอบอาชีพได้และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

   วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2480 มีพื้นที่ 38 ไร่ 1 งาน ในนามโรงเรียนประถมอาชีพช่างไม้ ได้รับการพัฒนาปรับปรุงและยกฐานะเป็นวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2519 วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 263 ถนนราชดำเนิน ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ 0 7535 6062 โทรสาร 0 7534 2268

ปรัชญา

ฝีมือเยี่ยม  วิชาการเป็นเลิศ  คุณธรรมสูงยิ่ง

วิสัยทัศน์

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
เป็นผู้นำในการจัดการศึกษาสายอาชีพ
เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และภูมิภาค

พันธกิจ

1. จัดและส่งเสริมและพัฒนาการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน
2. ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานกำลังคนสายอาชีพเข้าสู่สากล
3. ขยายโอกาสทางการศึกษาสายอาชีพอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง เสมอภาค และเป็นธรรมี
4. เป็นแกนกลางในการจัดอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ ระดับฝีมือ เทคนิค และเทคโนโลยีของประเทศ
5. สร้างเครือข่ายความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ
6. วิจัย สร้างนวัตกรรม จัดการองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
7. ส่งเสริม/พัฒนา ครูและบุคลากรอาชีวศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ มั่นคง และก้าวหน้าในวิชาชีพ

กลยุทธ์

1. เพิ่มจำนวนผู้เรียนและเปิดสาขางานใหม่ พัมนาผู้เรียนให้มีความรู้เชิงวิชาการ มีทักษะในวิชาชีพและทักษะชีวิต อันส่งผลต่อ
การประกอบอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ร่วมมือกับองค์กรทางศาสนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ภูปัญญาท้องถิ่นและคลังปัญญาอาชีวะ
3. พัฒนาผู้สอนและบุคลากรของสถานศึกษา ให้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ ในวิชาที่สอน การปฏิบัติหน้าที่ และพัฒนา
ตนเองให้ทันเทคโนโลยี
4. ส่งเสริมให้มีการบริการทางวิชาชีพ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น เพื่อให้สังคมไทยเป็นเลิศแห่งภูมิปัญญา และ
มีการเรียนรู้ตลอดเวลา

นโยบายของวิทยาลัย

1. ผลิตกำลังคนทางด้านช่างอุตสาหกรรม, ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างมีประสิทธฺภาพ
2. ผลิตช่างให้มีคุณภาพและมีทักษะวิชาชีพ เพื่อนำไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
3. ปรับปรุงและยกระดับช่างให้มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต

อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ จุดเน้น จุดเด่น

อัตลักษณ์ : “ทักษะดี มีคุณธรรม”
เอกลักษณ์ : “บริการวิชาชีพ”
 
   จุดเน้น
1. พัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. ส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรม
3. เสริมสร้างลักษณะนิสัยผู้เรียนให้บริการวิชาชีพแก่สังคมและชุมชน
   จุดเด่น
เสริมสร้างลักษณะนิสัยผู้เรียนให้บริการวิชาชีพแก่สังคมและชุมชน